นิสัยข้ามชาติ!? เรื่องเล่าของนิสัยที่ทำเป็นประจำจนข้ามภพข้ามชาติ

ความสุข…เป็นสิ่งที่ทุกคนล้วนปรารถนา


แต่มีน้อยคนนักที่จะรู้ว่า ความสุขที่แท้จริงคืออะไร อยู่ที่ไหน และจะเข้าถึงได้อย่างไร  

แต่ผู้รู้ทั้งหลายมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นต้น ทรงค้นพบว่า พระรัตนตรัยเป็นบ่อเกิดแห่งความสุขที่แท้จริง  

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ในขุททกนิกาย ธรรมบท ความว่า
“นตฺถิ ราคสโม อคฺคิ      นตฺถิ โทสสโม คโห
นตฺถิ โมหสมํ ชาลํ         นตฺถิ ตณฺหาสมา นที
ไม่มีไฟใดที่เสมอด้วยไฟ คือ ราคะ  ผู้จับเสมอด้วยโทสะไม่มี ข่ายเสมอด้วยโมหะไม่มี แม่น้ำเสมอด้วยตัณหาไม่มี”

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสพุทธพจน์บทนี้ ทรงปรารภเรื่องที่พุทธบริษัท มัวฟุ้งซ่านส่งใจไปที่อื่น เพราะถูกกิเลส คือ ราคะ โทสะ โมหะ และตัณหาครอบงำจิตใจ จึงไม่สามารถส่งใจไปตามกระแสพระธรรมเทศนาได้ ดังเรื่องราวต่อไปนี้

*มก. อุบาสก ๕ คน เล่ม ๔๓/๔๒

*ในสมัยพุทธกาล คืนวันหนึ่ง มีอุบาสก ๕ คน ชักชวนกันไปฟังธรรมที่วัดพระเชตวันพร้อมกับพุทธบริษัททั้งหลาย  



ขณะที่พระบรมศาสดาทรงแสดงธรรมอยู่นั้น มีอุบาสกคนหนึ่งยังไม่ทันจับประเด็นว่า พระพุทธองค์เทศน์เรื่องอะไร ก็นั่งหลับเสียแล้ว

อีกคนมัวแต่เอานิ้วมือขีดเขียนพื้นดิน จึงฟังธรรมไม่รู้เรื่อง  

อีกคนไปนั่งเขย่าต้นไม้เล่นอยู่ด้านหลัง  

อีกคนนั่งแหงนหน้ามองดูดวงดาว  

ส่วนอีกคนตั้งใจฟังธรรมด้วยความเคารพ จึงได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน

พระอานนท์เถระซึ่งยืนถวายงานพัดพระบรมศาสดาอยู่ เห็นการกระทำที่แตกต่างกันของอุบาสกทั้ง ๕ คน จึงกราบทูลให้พระพุทธองค์ทรงทราบ  

พระบรมศาสดาทรงมีพุทธพยากรณ์ว่า “อานนท์ เธอไม่รู้จักอุบาสกเหล่านั้นหรือ อุบาสกทั้ง ๕ คนนั้น  

อุบาสกที่เอาแต่นั่งหลับ เคยเกิดเป็นงูมา ๕๐๐ ชาติ ได้พาดหัวบนขนด นอนหลับตลอดทั้งวัน เสียงของเราย่อมไม่เข้าไปในหูของเขาหรอก ทุกวันนี้ความอิ่มในการหลับของเขายังไม่มีเลย


ส่วนอุบาสกที่นั่งเอานิ้วขีดเขียนพื้นดิน เขาเคยเกิดเป็นไส้เดือน ๕๐๐ ชาติ ได้ชอนไชแผ่นดินตั้งแต่เกิดจนตาย ด้วยความเคยชินที่สั่งสมมา ทำให้เขาได้นั่งขีดเขียนพื้นดิน ไม่ตั้งใจฟังธรรมในบัดนี้


ส่วนอุบาสกที่นั่งเขย่าต้นไม้ เขาเคยเกิดเป็นวานรมา ๕๐๐ ชาติ  บัดนี้เขาจึงชอบเขย่าต้นไม้เล่น เพราะความคุ้นกับสิ่งที่เคยทำมา  


สำหรับอุบาสกที่นั่งแหงนหน้ามองดูดวงดาวทั้งคืน เพราะเขาเคยเกิดเป็นโหร คอยบอกฤกษ์ยามมาถึง ๕๐๐ ชาติ  ฉะนั้น ในคืนนี้ เมื่อเขามาฟังธรรม จึงได้แหงนดูท้องฟ้าด้วยความเคยชิน โดยไม่มีความรู้สึกเบื่อหน่ายในการมองดูดวงดาว และเสียงของเราไม่ได้เข้าไปในโสตประสาทของเขา


ส่วนอุบาสกที่ฟังธรรมด้วยเคารพ เขาเคยเกิดเป็นพราหมณ์ผู้ท่องมนตร์ ถึงฝั่งแห่งไตรเพทมานาน ๕๐๐ ชาติ  บัดนี้ เขาจึงตั้งใจฟังธรรมโดยเคารพ เพื่อเทียบเคียงมนตร์ที่ตนเองเคยจดจำมา”


เมื่อพระบรมศาสดาตรัสจบ พระอานนท์จึงทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระธรรมเทศนาของพระองค์ สามารถแทรกเข้าไปทุกส่วนแห่งสรีระจนเข้าไปจดเยื่อในกระดูกได้  เมื่อพระองค์ทรงแสดงธรรมอยู่ ทำไมอุบาสกเหล่านี้จึงไม่ตั้งใจฟังด้วยความเคารพ พระเจ้าข้า”
พระบรมศาสดาตรัสตอบว่า “อานนท์ เธอคิดว่าธรรมะของเราเป็นสิ่งที่จะหาฟังได้ง่ายอย่างนั้นหรือ  อันที่จริง

ธรรมะของเรานั้นเป็นสิ่งที่หาฟังได้ยาก  เพราะคำว่า  พุทฺโธ ก็ดี ธมฺโม ก็ดี สงฺโฆ  ก็ดี เป็นถ้อยคำที่สัตว์เหล่านี้ไม่เคยได้ยินเลย ตลอดแสนกัปบ้าง ยาวนานกว่านั้นเป็นหลายๆ แสนกัปบ้าง  เพราะฉะนั้น สัตว์เหล่านี้จึงไม่มีโอกาสได้ฟังธรรมของพระตถาคต

แต่ในวัฏสงสารอันมีเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลายซึ่งกำหนดนับได้ยาก สัตว์เหล่านี้ฟังแต่เดรัจฉานกถา จึงเอาแต่เที่ยวขับร้องฟ้อนรำ มัวประมาทเพลิดเพลิน จึงไม่สามารถเข้าใจธรรมะที่พระตถาคตนำออกมาแสดงได้”
จากนั้นทรงตรัสอธิบายสาเหตุที่ธรรมะไม่เข้าไปอยู่ในจิตใจของอุบาสกว่า เพราะอุบาสกทั้ง ๔ นั้น อาศัยราคะ โทสะ โมหะ และตัณหามาบดบัง ธรรมะจึงไม่ซึมซาบเข้าไปในใจของพวกเขา

ธรรมดาว่าไฟ เสมอด้วยไฟ คือ ราคะย่อมไม่มี ไฟที่เผาไหม้ป่าหรือไฟล้างกัปให้พินาศเพราะอาศัยดวงอาทิตย์ ๗ ดวงที่บังเกิดขึ้นพร้อมกัน สามารถเผาโลกจนไม่มีสิ่งใดเหลืออยู่เลย ถึงกระนั้น ไฟนั้นก็ไหม้ในบางคราว แต่ไฟคือราคะ เผาไหม้จิตใจของมนุษย์ทุกอนุวินาที  เพราะฉะนั้น “ไฟที่เสมอด้วยราคะย่อมไม่มี”

ธรรมดาไฟที่ใช้หุงต้มหรือเผาไหม้สิ่งต่างๆ แม้จะดับ แต่ยังแสดงควันให้รู้ว่ายังมีไฟ คนจึงสามารถดับไฟได้สนิท หรือไฟที่ลุกโพลงเผาบ้านเรือนให้พินาศ คนยังสามารถดับให้มอดลงได้  ส่วนไฟ คือ ราคะเผาลนจิตใจของสัตว์อยู่ภายใน ไม่แสดงอาการให้ใครรู้ อีกทั้งเป็นกิเลสที่ทำความคุกรุ่นอยู่ในใจของมนุษย์ ทำให้บาปอกุศลเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา  


ส่วนโทสะมีอุปมาเปรียบเหมือนผู้จับ “ผู้จับเสมอด้วยโทสะไม่มี”  ผู้จับภายนอก เช่น ยักษ์ ผีเสื้อน้ำ งูเหลือม จระเข้ เป็นต้น  สามารถจับสัตว์อื่นได้ในเขตบริเวณของตนเท่านั้น แต่โทสะที่นอนเนื่องอยู่ในจิตใจ  หากไม่มีการขจัดออกจากใจ โทสะจะคอยจับความหงุดหงิดขัดเคืองใจ ทำให้ใจมืดบอดเศร้าหมอง และจะนำความเดือดร้อนใจมาให้ทุกภพทุกชาติ  


สำหรับพุทธพจน์ที่ตรัสว่า “ตาข่ายเสมอด้วยโมหะไม่มี” หมายถึง ตาข่ายที่ดักสัตว์ยังสามารถแก้หรือคลายออกได้ แต่โมหะที่รัดรึงจิตใจสรรพสัตว์เอาไว้ ยากที่จะแก้หรือคลายออกจากภพสามได้ ต้องอาศัยบุญบารมีและความเพียรในการฝึกสมาธิให้ใจใสสะอาดบริสุทธิ์ จนเกิดเป็นความสว่างไสวภายใน แล้วมองเห็นภัยของการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ มองย้อนไปถึงต้นเหตุของการเกิดทุกข์ จึงจะสามารถทำตนให้หลุดรอดจากข่าย คือ โมหะที่ครอบงำใจดวงนี้เอาไว้ได้  


ประการสุดท้าย พระพุทธองค์ตรัสว่า “แม่น้ำเสมอด้วยตัณหาย่อมไม่มี” หมายความว่า ตัณหานั้นไม่มีวันเต็ม เพราะความทะยานอยากไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งยังปรากฏความพร่องอยู่เป็นนิตย์ เติมให้เต็มได้ยาก ถ้าหากจะมีสถานที่ที่เอามาใส่ตัณหาให้เต็มนั้น ท่านอุปมาเอาไว้ว่า พรหมโลกยังต่ำเกินไป จักรวาลก็แคบเกินไป ไม่พอที่จะใส่ตัณหาลงไปได้ เพราะตัณหาไม่มีที่สิ้นสุด  เพราะฉะนั้น เมื่อมนุษย์ยังมีจิตที่ชุ่มไปด้วยตัณหา ราคะ โทสะ และโมหะ ความปรารถนาอยากฟังธรรม แล้วน้อมนำไปปฏิบัติเพื่อให้หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ จึงเป็นไปได้ยาก


เราทุกคนนับว่าเป็นผู้ที่โชคดี มีบุญได้มาพบพระพุทธศาสนา ได้มีโอกาสมาศึกษาธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ในขณะที่มวลมนุษยชาติอีกมากมาย ยังไม่มีโอกาสอย่างนี้ บางท่านยังนับถือสิ่งที่ไม่ใช่พระรัตนตรัยอยู่ จึงไม่รู้ว่าควรดำเนินชีวิตอย่างไร จึงจะปลอดภัยทั้งในโลกนี้และโลกหน้า แม้จะเป็นชาวพุทธ แต่ถ้ามัวสนใจในสิ่งที่ไม่เป็นสาระ ก็ยากที่จะพบพานทางพระนิพพาน  


ยังมีเพื่อนร่วมโลกของเราอีกมากที่ได้รับความเดือดร้อน บางคนต้องหลบหนีภัยสงคราม บางคนเจอวิกฤตเศรษฐกิจ และภัยธรรมชาติมากมาย โอกาสที่จะมาศึกษาเรื่องราวความเป็นจริงของชีวิตจึงแทบไม่มี  

ดังนั้น เมื่อเราได้โอกาส ก็ให้หมั่นสั่งสมบุญให้ยิ่งๆ ขึ้นไป อย่าประมาทชะล่าใจ รีบสั่งสมบุญสร้างบารมีทุกอย่างให้เต็มที่ ก่อนที่วิกฤตของชีวิตจะเกิดขึ้น เราควรรีบทำที่พึ่ง คือ พระรัตนตรัยให้เกิดขึ้นภายในใจของเราให้ได้ เพื่อชีวิตจะได้ปลอดภัยทั้งในโลกนี้และโลกหน้า