วันมาฆบูชา / โดย พระพยอม กัลยาโณ

หลายปีที่แล้วมา เทศกาลวาเลนไทน์มักได้แต้มขาขึ้นเรื่อยมา แต่ก็มาเสียแต้ม “วันมาฆบูชา” ที่ปีนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ โดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย สำรวจว่าโดยภาพรวมแล้วการใช้จ่ายผู้บริโภคในช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์ปีนี้ไม่ค่อยคึกคัก เนื่องจากดอกไม้แพง แต่เทศกาลมาฆะบูชาคึกคักกว่า เพราะเศรษฐกิจแย่ จึงทำให้คนหันมาทำบุญมากขึ้น

วันมาฆบูชาจึงมาแรงแซงวันวาเลนไทน์ ถือว่าศาสนาในประเทศไทยยังเป็นที่พึ่งยามยากจนเศรษฐกิจไม่ดีได้ จะมัวไปกินไปเที่ยวก็ไม่สามารถทำให้สบายใจได้เท่ากับทำกิจกรรมทางศาสนา เลยทำให้ศาสนาได้แชมป์ ถือเป็นความโชคดีของเมืองไทยที่มีพุทธศาสนาที่เข้มแข็ง มั่นคงและยั่งยืนต่อไป ช่วงที่คนไทยเห่อวัฒนธรรมต่างชาติเรื่องรักๆใคร่ๆ แต่ก็รู้แล้วว่าไม่สามารถจะบรรเทาทุกข์อะไรที่คนไทยมีอยู่ขณะนี้ได้

คนที่ลำบากเพราะเศรษฐกิจที่ผันผวน จึงหวนเข้าหาธรรมะ หาศาสนา จึงถือว่าเมืองไทยยังมีโอกาสที่จะเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ กิจกรรมทางศาสนาก็จะยังมีการทำกันสืบไป

ดีกว่าจะไปตื่นเต้นลุ่มหลงในเศรษฐกิจของต่างชาติ จนกระทั่งละเลยวัฒนธรรมของเรา จึงถือว่าเป็นความโชคดี เป็นบุญพาวาสนาส่งที่ทำให้พุทธศาสนาสามารถจะอยู่ยั้งยืนยงได้ต่อไป เพราะเรารู้จักเอาความทุกข์ ความยากจน เอาเศรษฐกิจที่ผันผวน ด้วยการหันเข้าหาศาสนามาแก้ไข

จึงโชคดีที่เมืองไทยมีพุทธศาสนาไว้ชโลมใจ เวลาเกิดทุกข์เกิดร้อน เราก็จะนึกถึงศาสนาเป็นที่พึ่งทางใจ นี่แหละถือว่าเป็นบุญของประเทศไทย เวลาเศรษฐกิจไม่ดี มีทุกข์ แล้วเรายังไปสนุกสนานรื่นเริงกับความรักความใคร่ ก็มีแต่จะเพิ่มความทุกข์ให้หนักขึ้น

อันนี้จึงเป็นสิ่งที่เราน่าภูมิใจกับผลสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยที่สะท้อนให้เห็นความคิดความเห็นของประชาชนว่าได้เห็นนาทีทองของชีวิต เห็นโอกาสที่ดี ความเข้มแข็งของวัฒนธรรมไทยก็จะเข้มแข็งไปได้เรื่อยๆ

ที่เราเคยรู้สึกน้อยใจว่า วัฒนธรรมอื่นมากลืนวัฒนธรรมไทยได้อย่างง่ายดาย อย่างรวดเร็ว แต่ก็เหมือนที่เขาเรียกว่าต้องกลับมากินน้ำเย็น น้ำจืด จะกินร้อน กินเผ็ด กินเปรี้ยว กินหวานอย่างไรก็ต้องกลับมากินน้ำจืดเพื่อให้อยู่ดีอยู่สบายต่อไป

อันนี้แหละถึงเรียกว่าเป็นคนที่อยู่ได้ไม่ว่าที่ไหน โลกใบนี้จะมายังไง เราก็ต้องตั้งท่ารับไว้ เราต้องใคร่ครวญว่าอันไหนควรจะรักษา ควรจะสืบต่อ ถ้าศาสนาสืบต่อไม่ได้ วันวาเลนไทน์ก็จะอยู่แทนที่กับคนไทย ฝรั่งชาติไหนก็กลายเป็นเรื่องของเรา

ดังนั้น เราต้องกลับมายึดมั่นในวันสำคัญทางศาสนา เพื่อจะได้เป็นหลักปฏิบัติสืบต่อไป

เจริญพร