แดนนิพพานอยู่ตรงไหน? มาดูกันว่าเป็นอัตตาหรืออนัตตา?

เรื่องแดนนิพพานนั้น คนที่สอนก็ไม่เคยไปกัน คนที่เคยไปแล้ว ก็ตายกันไปหมด จึงมาสอนไม่ได้ ส่วนคนที่ไปแล้ว ยังไม่ตายพอมาสอน คนก็ไม่ฟังและไม่เชื่อ นอกจากว่าจะศรัทธาในตัวผู้สอน จึงจะพอเชื่อบ้าง

เรื่องแดนนิพพานนั้น ต่างพูดกันไปสารพัด
แม่ชีจะขอนำคำกล่าวของ พระผู้มีพระภาคเจ้า มากล่าวในที่นี้ก็แล้วกัน 

นิพพานัง ปะระมัง สุขัง.แดนนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง.
นิพพานัง ปะระมัง สูญญัง. นิพพานนั้น สูญจากกิเลสทั้งปวง. 


แดนนิพพานนั้นมีอยู่ดังที่พระพุทธองค์ ทรงยืนยัน 

แดนนิพพานเป็นอัตตา กล่าวคือ มีความคงที่ของความสะอาด บริสุทธิ์ บริบูรณ์

และแดนนิพพานก็เป็นอนัตตา คือ ไม่มีความยึดถือยึดมั่น ไม่มีตัวตน ไม่มียศถาบรรดาศักดิ์ ไม่มีพระพุทธเจ้า ไม่มีพระสงฆ์ ไม่มีผู้หญิงหรือผู้ชาย มีสิ่งเดียวกันคือ ความบริบูรณ์ของความบริสุทธิ์สะอาด

จะขอกล่าวถึงนรกสวรรค์ก่อนแล้วกัน แดนนรกหรือโลกของนรกนั้นมีอยู่ แล้วมันอยู่ที่ไหนกันล่ะ ? 

บางคนบอกว่า อยู่ในอกและในใจ นั่นเป็นคำกล่าวยกอุปมาอุปมัย 

แดนนรกหรือโลกนรกมีอยู่ในห้วงอวกาศ ถ้านักวิทยาศาสตร์สามารถผลิตยานอวกาศส่งออกไปได้ ก็จะเจอโลกนรกที่เหมือนกับโลกของเรานี่แหละ
แต่โลกนรกนั้นอยู่ไกลจากดวงอาทิตย์มาก นักอวกาศจะมีชีวิตยืนยาวได้ถึง 9 ล้านปีเชียวหรือ? เพราะโลกนรกนั้นอยู่เชิงชายจักรวาล ไม่มีอุณหภูมิเพียงพอ ไม่มีอากาศที่สิ่งมีชีวิตจะดำรงคงอยู่ได้
โลกนรกนั้นหมุนรอบตัวเองเหมือนกัน และในขณะเดียวกันก็หมุนรอบดวงอาทิตย์ ซึ่งกินเวลานานถึง 9 ล้านปี
ด้านที่โดนดวงอาทิตย์ แค่เพียงแป๊บเดียว เรียกว่า แค่สายฟ้าแลบ นั้น ท่านเรียกว่า ขุมหรือแดน หรือด้านที่ 1 ซึ่งก็เหมือนกับประเทศไทยและอเมริกาที่มีเวลาต่างกันนั่นแหละ ด้านที่หันมาโดนดวงอาทิตย์ ก็จะกลายเป็นแดนที่ 2 หรือขุมหรือด้านหรือมุมที่ 2 ไป ซึ่งกินเวลายาวนานกว่าขุมหรือมุมหรือด้านหรือ
แดนที่ 1 นั่นแหละ ไปอย่างนี้เรื่อยๆจนรอบ 

แดนนรกหรือว่าโลกนรกนั้นหนาวเหน็บจนเจ็บเข้ากระดูก แทบจะแตกสลายกลายเป็นเสี่ยงๆ ทรมานมาก ใครที่เคยอยู่ในความหนาวจัดๆ มากๆ ก็คงจะเข้าใจ

ส่วนโลกสวรรค์หรือแดนสวรรค์นั้น ก็อยู่ปะปนกับโลกมนุษย์เรานี่เอง เรียกว่าอยู่ใกล้กัน แต่คนละมิติ หรือคนละกาลเวลา

ตอนเป็นมนุษย์ใครเคยทำบุญตักบาตร สร้างโบสถ์ สร้างวิหาร สร้างเสนาสนะทั้งหลาย เมื่อตายไปก็จะได้ไป ถ้านึกได้และจำได้ ก็จะไปเสวยตามสถานที่ที่ตนเคยทำไว้

การมีบริวารนั้นก็เช่นกัน คนที่ทำบุญไว้น้อยกว่า บรรดาศักดิ์น้อยกว่า ก็ย่อมต้องมาหามาสู่ผู้มีศักดาใหญ่กว่า เหมือนในโลกมนุษย์เรานี่แหละ

เราจะเห็นได้ว่า หากผู้ที่ตายไปแล้ว มาเข้าฝัน มาให้เห็นได้นั้น ก็แสดงว่า
ไม่ได้ถูกเหวี่ยงออกไปยังโลกนรก ถ้าไม่เคยเห็นเลย ไม่มาเข้าฝันเลย ก็หมายความว่า ไปที่ชอบที่ชอบแล้ว นั่นคือ โลกนรก 

พระพุทธองค์จึงทรงกล่าวว่า การได้กลับมาเป็นมนุษย์นั้นยาก เพราะต้องตกลงไปในนรกบ้าง เปรตบ้าง อสูรกายบ้าง สัตว์เดียรฉานบ้าง 
ฉะนั้นเทวดาก็คือ ผู้ที่ทำความดีไว้ก่อนตาย ตามกำลังบุญของตน 

รู้อย่างนี้แล้ว โลกของพระนิพพานนั้นอยู่ที่ไหนกัน ? ไม่ได้อยู่ในใจอย่างเดียวนะ แล้วอยู่ตรงไหน ?

แดนนิพพานนั้นอยู่ใกล้ๆ กับคนเรามาก แค่ช้างกระดิกหู งูตวัดลิ้น เพียงลัดนิ้วมือเดียวเท่านั้น ก็ไปถึงได้ 

แดนนิพพานนั้น ว่างเปล่าจากตัวตน แต่มีความสะอาดและบริสุทธิ์อยู่เสมอ เป็นอมตะ เปรียบเหมือนกับลม ที่คนเรามองไม่เห็นลม แต่รู้และสัมผัสได้ว่า มีลม ลมก็มีอยู่โดยธรรมชาติบนโลก แดนพระนิพพานก็มีอยู่โดยธรรมชาติเช่นกัน สามารถสัมผัสได้ ถ้าทำได้จริง คนทำได้จริงจึงรู้ว่าลมมีรูปร่างแบบใด สัมผัสได้อย่างไร ให้เข้าถึงลมได้……

บางคนก็ไม่เชื่อ นั้นก็เพราะไม่ได้ทำ จึงไม่เห็น จึงไม่รู้ และถึงรู้ก็อธิบายไม่ได้
จึงไม่เชื่อ โลกนี้มักมีคนโง่ มากกว่าคนฉลาด คนฉลาดถ้าฉลาดผิดก็เสร็จกันที ถ้ามีตัวหลงครอบงำ ก็เท่ากับนำทางให้เป็นมิจฉาทิฐิ 

อย่าเพิ่งเชื่อ แต่ให้ตรองตามความเป็นจริง ว่ามันเป็นไปได้หรือไม่?
ก็เหมือนดังที่พระพุทธเจ้าสอนว่า อย่าเพิ่งเชื่อเรา แต่ให้ตรองดู

โดยถ้วนถี่ ว่ามีเหตุ มีผลของความเป็นไปได้หรือไม่? อย่าเชื่อเพราะเป็นพระองค์ท่านพูด ก็เหมือนดังพระไตรปิฎก พระพุทธองค์ก็ไม่ได้เป็นผู้เขียน คนนำมาสอนก็เกิดไม่ทันพระองค์ท่าน รวมทั้งมีการทำสังคายนา หรือแก้ไขกันบ่อยครั้ง และถึงแม้ว่าผู้สอนเกิดทัน จะเป็นเจตนาที่แท้จริง ของพระองค์ท่านหรือไม่?

อย่ามัวลังเลและสงสัย ว่าคำสอนที่หลายคนนำมาสอนนั้นจะถูก หรือ ผิดเลย 
แต่ให้เราฟังธรรม รวมทั้งพิจารณาตามด้วยความเป็นกลางแห่งจิต อย่าเพิ่งคิดโอนเอียง ฟังเหตุและผล แยกแยะ วิเคราะห์ให้ได้ 
ลงมือปฏิบัติตามดูจนสุดกำลัง ผลรับที่ได้ย่อมเป็นที่ประจักษ์แก่ท่าน
ดังคำกล่าวที่ว่า “เป็นปัจจัตตัง” คือรู้ได้เฉพาะตนในคนที่กระทำ
และสามารถบอกกล่าวอารมณ์ให้คนเข้าใจได้ ก็เท่ากับว่า ท่านได้มีดวงตาเห็นธรรมและได้บรรลุธรรมแล้ว…


และถ้าหากใครไม่เชื่อ ก็ตามใจ 
คนทำดี ย่อมได้รับผลดี คือมีความสุขตอบเสมอ คนทำชั่วก็ย่อมได้รับความชั่ว ที่เป็นความทุกข์โถมประดังทุกเมื่อ

อธิบายมาเท่านี้ถ้าตรองตาม และเข้าใจ ถ้ามีคำอุทาน ว่า
อ๋อ…….ออกมาเมื่อไหร่ นั่นแหละท่านบรรลุธรรมล่ะ


ธรรมะสวัสดี