๒ กรกฎาคม ๒๕๖๓ เป็นวันคล้ายวันละสังขารองค์หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ รำลึก ๓๕ ปี

๒ กรกฎาคม ๒๕๖๓

เป็นวันคล้ายวันละสังขารองค์หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ รำลึก ๓๕ ปี อาจาริยบูชาคุณหลวงปู่แหวน สุจิณโณ พระอริยเจ้าผู้มีอภิญญาแก่กล้าแห่งดอยแม่ปั๋ง องค์ท่านออกธุดงค์อยู่รุกขมูลตามป่าเขาโดยมีหลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม เป็นสหายธรรม ท่านทั้งสองได้ออกวิเวกเพื่อแสวงหาโมกขธรรมจากทางภาคอีสานขึ้นจนไปถึงภาคเหนือ ข้ามเขาป่ารกชัฏอันทุรกันดารไปยังประเทศพม่า และธุดงค์ต่อไปจนสุดถึงประเทศอินเดีย ด้วยเท้าเปล่า

เมื่ออายุ ๓๑ ปี หลวงปู่แหวน ได้ธุดงค์รอนแรมไปฝากตัวกับท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต พระบูรพาจารย์ใหญ่ฝ่ายพระกัมมัฏฐาน องค์ท่านได้กล่าวสอนสั้นๆว่า ต่อไปนี้ให้ภาวนา ส่วนความรู้ที่เรียนมาให้เอาใส่ตู้ไว้ก่อน” วันหนึ่งในปี พ.ศ.๒๕๑๒ หลวงปู่ขาว อนาลโย ซึ่งอยู่ที่ถ้ำกลองเพล จ.อุดรธานี (ปัจจุบันคือจ.หนองบัวลำภู) ได้ปรารภเป็นเชิงรำพึงอนุโมทนากับสานุศิษย์ว่า “เมื่อคืนได้นิมิตเห็นท่านแหวนจิตใสเหมือนแก้ว สว่างไสวทั้งองค์ ท่านแหวนได้อรหัตผลแล้วหนอ” หลวงปู่แหวน สุจิณโณ ได้เข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพาน เมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๒๘ สิริอายุรวม ๙๘ ปี พรรษาธรรมยุติกนิกาย ๕๘ พรรษา จึงขอน้อมนำชีวประวัติและปฏิปทา มาเป็นสังฆานุสติ และมรณานุสติครับ

• ชีวประวัติและปฏิปทาหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ
วัดดอยแม่ปั๋ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่

หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เดิมชื่อ ญาณ หรือ ยาน รามศิริ เกิดวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ.๒๔๓๐ วันจันทร์ ขึ้น ๓ ค่ำ ปีกุน ณ บ้านนาโป่งบ้างก็ว่า บ้านหนองบอน ตำบลหนองใน (ปัจจุบันเป็น ตำบลนาโป่ง) อำเภอเมือง จังหวัดเลย ท่านเกิดในตระกูลช่างตีเหล็ก เป็นบุตรคนที่ ๒ (คนสุดท้อง) ของ นายใส หรือ สาย กับ นางแก้ว รามศิริ มีพี่สาวร่วมท้องเดียวกัน ๑ คน เมื่อหลวงปู่แหวน อายุประมาณ ๕ ขวบ พอจำความได้บ้างว่า ก่อนที่มารดาจะเสียชีวิต ได้เรียกไปสั่งเสียว่า “ลูกเอ๋ย แม่ยินดีต่อลูก สมบัติใด ๆ ในโลกนี้ จะเป็นกี่ล้านกี่โกฏิก็ตาม แม่ก็ไม่ยินดี และแม่จะยินดีมาก ถ้าลูกจะบวชให้แม่จนตายในผ้าเหลือง ไม่ต้องสึกออกมามีเมียนะลูกนะ” หลังจากนั้นมารดาได้ถึงแก่กรรมลง ท่านจึงอยู่ในความดูแลของตากับยายขุนแก้ว

อนึ่ง ยายของหลวงปู่แหวน ได้ฝันว่า เห็นหลานชายไปนั่งไปนอนอยู่ในดงขมิ้นจนเนื้อตัวเหลืองอร่ามน่าชม จึงได้มาร้องขอให้บวชเช่นเดียวกัน ท่านจึงรับปาก แล้วบวชพร้อมกับหลานยายอีกคนหนึ่ง ซึ่งมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน และมีศักดิ์เป็นน้า ยายได้นำหลานทั้ง ๒ คน ไปถวายตัวต่อพระอุปัชฌาย์ที่ วัดโพธิ์ชัย (มหานิกาย) ในหมู่บ้านนาโป่ง เพื่อฝึกหัดขานนาค ทำการบรรพชาเป็นสามเณรต่อไป ด้วยคำพูดของแม่ในครั้งนั้น เป็นเหมือนพรสวรรค์คอยเตือนสติอยู่ตลอดเวลา มันเป็นคำสั่งที่ก้องอยู่ในความทรงจำมิรู้เลือน จนในที่สุดท่านก็ได้บวชตามความประสงค์ของมารดาและใช้ชีวิตอยู่ในผ้าเหลืองจนตลอดอายุขัย

หลวงปู่แหวน ได้รับการบรรพชาเป็นสามเณร เมื่อปี พ.ศ.๒๔๓๙ มีอายุได้ ๙ ปี ที่วัดโพธิ์ชัย บ้านนาโป่ง ตำบลนาโป่ง อำเภอเมือง จังหวัดเลย มีพระอาจารย์คำมา เป็นพระอุปัชฌาย์ และ พระอาจารย์อ้วน เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ชัย เป็นพระพี่เลี้ยง เมื่อบรรพชาเป็นสามเณรแล้ว จึงเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น แหวน อยู่จำพรรษาที่วัดโพธิ์ชัยนั่นเอง พอเข้าพรรษาได้ประมาณ ๒ เดือน สามเณรผู้มีศักดิ์เป็นน้าที่บวชพร้อมกันเกิดอาพาธหนักถึงแก่มรณภาพไป ทำให้ท่านสะเทือนใจมาก เนื่องจาก วัดโพธิ์ชัย ไม่มีการศึกษาเล่าเรียน เพราะขาดครูสอน ท่านจึงอยู่ตามสบาย คือ สวดมนต์ไหว้พระบ้าง เล่นบ้างตามประสาเด็ก ต่อมาได้ถูกส่งไปเรียนมูลกัจจายน์ ที่ วัดสร้างก่อ อำเภอหัวสะพาน จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งในสมัยนั้น จังหวัดอุบลราชธานีมีสำนักเรียนที่มีชื่อเสียง มีครูอาจารย์สอนกันเป็นหลักเป็นฐานหลายแห่งเช่น สำนักเรียนบ้านไผ่ใหญ่ บ้านเค็งใหญ่ บ้านหนองหลัก บ้านสร้างก่อทั่วอีสาน ๑๕ จังหวัด (ในสมัยนั้น) ใครต้องการศึกษาหาความรู้ ต้องมุ่งหน้าไปเรียนมูลกัจจายน์ ตามสำนักดังกล่าว ผู้เรียนจบหลักสูตรได้ชื่อว่าเป็นปราชญ์ เพราะเป็นหลักสูตรที่เรียนยาก มีผู้เรียนจบกันน้อยมาก ภายหลัง สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส จึงมาปรับปรุงเปลียนแปลงหลักสูตรใหม่ดังเป็นอยู่ในปัจจุบัน ทำให้การเรียนมูลกัจจายน์ถูกลืมเลือน

ท่านได้ศึกษาเล่าเรียนที่สำนักนี้หลายปี จนอายุครบบวชพระ จึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุฝ่ายมหานิกายที่ วัดสร้างก่อนอก อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอุบลราชธานี โดยมี พระอาจารย์แว่น เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อประมาณ พ.ศ.๒๔๕๑ ในระยะที่เรียนหนังสืออยู่นั้น ท่านเกิดความว้าวุ่นใจเพราะ ท่านอาจารย์อ้อน อาจารย์เอี่ยม ครูผู้สอนหนังสือเกิดอาพาธด้วยโรคนอนไม่หลับ ท่านจึงแนะนำให้ลาสิกขาบทเผื่อโรคอาจจะหายได้ หายแล้วหากยังอาลัยในสมณเพศ เมื่อได้โอกาสก็ให้กลับมาบวชใหม่อีก ท่านอาจารย์ทำตาม ปรากฏว่าโรคหายดี แต่ต่อมาพระผู้เป็นอาจารย์สอนหนังสือ คือ อาจารย์ชม อาจารย์ชาลี และท่านอื่น ๆ ลาสิกขาไปมีครอบครัวกันหมดสำนักเรียนจึงต้องหยุดชะงักลง

ในที่สุด ท่านจึงเกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า บรรดาครูอาจารย์เหล่านั้น สึกออกไปล้วนเพราะอำนาจของกามทั้งสิ้น จึงระลึกนึกถึงคำเตือนของแม่และยาย และเกิดความคิดขึ้นมาว่าการออกปฏิบัติเป็นทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้บวชอยู่ได้ตลอดชีวิตเหมือนกับครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่ได้ออกไปปฏิบัติอยู่กันตามป่าเขาไม่อาลัยอาวรณ์อยู่กับหมู่คณะจึงได้ตัดสินใจไปหาอาจารย์ที่เมืองสกลนคร ท่านได้ตั้งสัจจาธิษฐาน ขออุทิศชีวิตพรหมจรรย์แด่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์หลังจากตั้งจิตอธิษฐานแล้ว ท่านมีความรู้สึกปลอดโปร่ง เบากายเบาใจ อยู่มา ๒-๓ วัน โยมอุปัฏฐาก ได้มาบอกว่า พระอาจารย์จวง วัดธาตุเทิง อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี ได้ไปกราบ ท่านญาคูมั่น พึ่งกลับมา ท่านจึงได้ไปนมัสการพระอาจารย์จวง เพื่อขอทราบที่อยู่ของ หลวงปู่มั่น ด้วยรู้สึกศรัทธาในกิตติศัพท์ความเก่งกล้าสามารถของหลวงปู่มั่นยิ่งนัก

จากนั้น ท่านก็ได้ออกธุดงค์มุ่งสู่สำนักของ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต หลวงปู่แหวน สุจิณโณ ท่านออกเดินทางบุกป่าฝ่าหนามไปโดยลําพังองค์เดียว ด้วยหัวใจแน่วแน่ ว่าจะต้องไปหาครูบาอาจารย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโตให้พบ เป็นการเดินทางที่ยาวไกลไปองค์เดียวเป็นครั้งแรก โดยออกจากอําเภอเขื่องใน รอนแรมผ่านอําเภอม่วงสามสิบ คําเขื่อนแก้ว ยโสธร เข้าเขตจังหวัดนครพนมทางอําเภอเลิงนกทา อําเภอมุกดาหาร คําชะอี นาแก แล้วเข้าสกลนคร ติดตามเสาะหาหลวงปู่มั่น ด้วยความหวัง นับเป็นการเดินทางที่มุ่งมั่นและทรหดอดทนอย่างยิ่ง

• พบกับ หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม
หลวงปู่แหวน ออกธุดงค์เสาะหาหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต กับหลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม แต่ไม่พบสักที เพราะพระอาจารย์ใหญ่และศิษย์ได้จาริกธุดงค์ไปยังที่ต่างๆ อยู่ตลอดเวลา ไม่ได้พํานักปักหลักอยู่กับที่ ประกอบกับการไปมาหาสู่กันในป่าดงถิ่นห่างไกลทุรกันดารเป็นไปไม่สะดวก ทําให้ต้องคลาดกันบ่อยๆ ระหว่างออกเดินทางค้นหาพระอาจารย์ใหญ่นี้ ท่านก็ได้พบกับพระธุดงค์หนุ่มรูปหนึ่ง มาจากวัดบ้านข่า อําเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม

หลวงปู่แหวนกับพระธุดงค์รูปนั้น มีความประสงค์และปฏิปทาคล้ายกันและถูกอัธยาศัยกัน ซึ่งต่อมาก็เป็นพระธุดงค์สหธรรมิกองค์สําคัญในอนาคต ซึ่งก็คือ หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม นั่นเอง

หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ พบกันครั้งแรกที่ป่าภูพาน ขณะนั้นหลวงปู่ตื้อ จาริกธุดงค์มาจากพระบาทบัวบก จังหวัดอุดรธานี ได้สนทนาธรรมแลกเปลี่ยนความรู้กัน เป็นที่ชอบอัธยาศัยถูกใจกันเป็นอันดี

หลวงปู่ตื้อเอง ก็ใฝ่ใจปรารถนาอยากจะพบพระอาจารย์ใหญ่มั่น ให้ได้เหมือนกัน เพราะได้ยินได้ฟังกิตติศัพท์เกี่ยวกับพระอาจารย์ใหญ่มามาก แต่ก็ยังไม่ได้พบพระอาจารย์ใหญ่มั่นตามที่หวังไว้

หลวงปู่แหวน กับหลวงปู่ตื้อ ซึ่งยังเป็นพระหนุ่มทั้งสององค์ได้ปรึกษาหารือกันว่า หากวาสนายังมีคงจะได้พบกับพระอาจารย์ใหญ่มั่น สมใจหวัง เราอย่าเร่งรัดตัวเองให้มากเลย จะธุดงค์ไปเรื่อยๆ ถ้าไม่ตายเสียก่อน จะต้องได้ฟังธรรมจากพระอาจารย์ใหญ่อย่างแน่นอน

ในระหว่างนี้ เราควรจะจาริกธุดงค์ไปตามทางของเราก่อน บําเพ็ญเพียรสร้างบารมีกันไปตามแนวทางที่พระธุดงค์วางไว้ หาความรู้ด้านกรรมฐานจากป่าดงพงพีธรรมชาติรอบกายเรานี้แหละ เมื่อมีปัญหาธรรม อันใดที่เกินวิสัยสติปัญญา ก็เก็บเอาไว้คอยถามพระอาจารย์ใหญ่มั่น เมื่อมีโอกาส เมื่อปรึกษาตกลงกันได้เช่นนี้แล้ว หลวงปู่แหวน กับหลวงปู่ตื้อ ก็พากันจาริกธุดงค์แสวงหาวิเวกบําเพ็ญสมณธรรมมุ่งหน้าข้ามแม่น้ำโขงไปทางสุวรรณเขต ฝั่งประเทศลาว

คืนแรกที่ข้ามไปฝั่งลาว หลวงปู่ทั้งสองได้เลือกเอาชายป่าแห่งหนึ่ง เป็นที่กางกลดพักบําเพ็ญภาวนา วันรุ่งขึ้นก็ออกเดินทางต่อไป จิตมุ่งในธรรมะอย่างเดียว จิตร่าเริงสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ไม่กลัวความลําบาก ไม่กลัวตาย ธรรมชาติในป่า ล้วนให้เพลิดเพลิน มองไปทางไหนมีแต่ป่าเขา เขียวชอุ่ม ป่าไม้แน่นขนัด ล้วนเย็นตาเย็นใจ ฝากกายฝากใจไว้กับพระธรรม พร้อมที่จะพลีชีวิตเพื่อธรรมอย่างตั้งมั่นเด็ดเดี่ยว ไม่กลัวตาย

หลวงปู่แหวน กับหลวงปู่ตื้อ มีจริตนิสัยคล้ายกัน คือยิ่งอดอาหารขบฉัน จิตก็ยิ่งสงบ เข้าสมาธิเร็วขึ้น มั่นคงขึ้น แม้จะเป็นการทรมานตน แต่ก็ไม่รู้สึกหิวโหย หรือกังวลใดๆ จิตมีแต่ความเพลิดเพลิน ก้าวหน้าอาจหาญในธรรมภาวนา จะพิจารณาสิ่งใดก็แยบคาย ปัญญาก็ว่องไวกว้างขวาง บางครั้งไม่ได้ฉันอาหารติดต่อกัน ๗-๘ วัน ก็มี หรือแม้แต่ประสบอันตราย เช่นไปในที่ที่มีเสือ ด้วยความกลัวก็เร่งภาวนา เร่งบริกรรมพุทโธให้มากขึ้นจนลืมเรื่องเสือ จิตเข้าสู่สมาธิ พอจิตคลายตัวจากสมาธิก็ไม่พบเสือ ไม่ได้ยินเสียงร้องของมัน ทําให้เกิดความมั่นใจว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ ช่วยให้พ้นจากเสือได้ เลยเกิดความรู้ ความเชื่อมั่นว่า พระพุทโธ คุ้มอันตรายได้จริงๆ ก็บังเกิดความกล้าหาญหายหวาดกลัวภัยอันตรายต่างๆ ได้ปัญญาว่า “ตัวเรานี้มีจริตนิสัยชอบทางให้ความกลัวบังคับแท้ๆ จิตจึงจะได้สงบนิ่ง เกิดความรอบรู้ จะพิจารณาอะไรต่อไปก็แยบคายรู้เหตุรู้ผล และเห็นโทษของความกลัวเป็นเรื่องน่าละอาย และเห็นคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างซาบซึ้งใจ

• ผจญสัตว์ประหลาด
มีเหตุการณ์น่าขนพองสยองเกล้าครั้งหนึ่ง ในเช้าวันหนึ่ง หลวงปู่แหวนกับหลวงปู่ตื้อ ได้อาศัยบิณฑบาตที่หมู่บ้านชาวป่า มี ๔-๕ หลังคาเรือน ชาวบ้านพากันมาใส่บาตรด้วยความดีใจ เพราะนานๆ จึงจะมีพระธุดงค์มาโปรดสักที ชาวบ้านถามว่า พระคุณเจ้าทั้งสองจะไปไหน หลวงปู่บอกว่า จะมุ่งไปทางเทือกเขาที่มองเห็น แล้วจะลงไปทางสุวรรณเขต (อยู่ตรงข้ามกับมุกดาหาร) ชาวบ้านแสดงอาการตกใจ พร้อมทั้งทัดทานว่าอย่าไปทางโน้นเลย เพราะมียักษ์ปีศาจดุร้ายสิงอยู่ คอยทําร้ายคนและสัตว์ที่ผ่านไปทางนั้น

หลวงปู่ทั้งสองกล่าวขอบใจในความหวังดี และบอกว่าท่านทั้งสอง ได้มอบกายถวายชีวิตให้พระศาสนาแล้ว ขออย่าได้ห่วงตัวท่านเลย แล้วท่านก็ออกเดินทางไปในทิศทางดังกล่าว

หลวงปู่ออกเดินทางโดยข้ามลําน้ำสองแห่ง แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ป่าแถบนั้นเงียบกริบ ไม่ได้ยินเสียงสัตว์ต่างๆ เลย แม้แต่นกก็ไม่มี ดูผิดประหลาดมาก พอใกล้ค่ำหลวงปู่ทั้งสองก็มาถึงยอดเขาสูงที่มีลักษณะประหลาดมาก คือยอดเป็นสีดําคล้ายถูกไฟเผา รูปลักษณะดูตะปุ่มตะป่ำคล้ายหัวคนบ้าง หัวตะโหนกช้างบ้าง แปลกไปจากเขาลูกอื่นๆ หลวงปู่ทั้งสอง เลือกปักกลดค้างคืนข้างลําธารที่มีน้ำใสไหลผ่าน อยู่ที่เชิงเขาลูกนั้น ปักกลดห่างกันประมาณ ๑๐ เมตร เมื่อสรงน้ำพอสดชื่นแล้ว ต่างองค์ก็นั่งสงบภายในกลดของตน ทั้งสององค์ตระหนักในความประหลาดของสถานที่นั้น ไม่ได้พูดอะไรกันเพียงแค่นั่งสงบอยู่ ภายในกลด

ประมาณ ๕ ทุ่ม หลวงปู่แหวนก็ออกจากกลดเตรียมจะเดินจงกรม หลวงปู่ตื้อออกมาตามและพูดว่า “ผมรู้สึกว่าที่นี่วิเวกผิดสังเกตนะ”

หลวงปู่แหวน ตอบ “ผมก็รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน” พูดกันแค่นี้แล้วต่างองค์ต่างก็เดินจงกรมในทางของตน

ต่อจากนั้นไม่นานก็มีเสียงกรีดแหลมเยือกเย็นดังลงมาจากยอดเขารูปประหลาดนั้น เสียงนั้นแหลมลึกบีบเค้นประสาทจนรู้สึกเสียวลงไป ถึงรากฟันที่เดียว

หลวงปู่ตื้อถามเบาๆ พอได้ยินว่า “ท่านแหวนได้ยินแล้วใช่ไหม”

หลวงปู่แหวน ตอบด้วยเสียงเรียบๆ ว่า “ผมกําลังฟังอยู่”

เสียงกรีดร้องนั้นใกล้เข้ามาทุกที ฟังแล้วน่าขนพองสยองเกล้า ทั้งสององค์คงเดินจงกรมอยู่เงียบๆ ตามปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น